2.4 เทคนิคการสื่อสารทางการตลาดที่น่าสนใจ (ตอนที่ 1 )

หน่วยที่ 2 การเพิ่มโอกาสทางการตลาด

2.4 เทคนิคการสื่อสารทางการตลาดที่น่าสนใจ

 

การสื่อสารการตลาดมีทั้งการตลาดออฟไลน์ และออนไลน์ ซึ่งการตลาดออฟไลน์ เป็นการทำการตลาดในรูปแบบเก่า โดยไม่มีการใช้อินเทอร์เน็ตแต่เน้นการสื่อสารทางเดียว เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือป้ายโฆษณาต่าง ๆ ซึ่งเป็นการสื่อสารที่ให้กลุ่มเป้าหมายมองเห็นและจับต้องได้โดยไม่ใช้อินเทอร์เน็ต แต่การตลาดออนไลน์ จะเน้นการทำการตลาดบนสื่อทางอินเทอร์เน็ต ที่ใช้ช่องทางมากมาย เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุดผ่านทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ทั้งยังง่ายต่อการขยายฐานลูกค้าให้เพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องทุ่มงบประมาณมากเท่าการตลาดออฟไลน์

กลยุทธ์การทำการตลาดแบบออฟไลน์

1. แคมเปญการตลาดแบบกองโจร (Guerrilla Marketing Campaigns)

การทำแคมเปญการตลาดแบบกองโจรเป็นกลยุทธ์ที่แหวกแนวและดึงดูดความสนใจของผู้คนได้เป็นอย่างดี โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำของแบรนด์ แคมเปญเหล่านี้มักจะอาศัยความคิดสร้างสรรค์ สร้างความประหลาดใจให้กับผู้ที่ผ่านมาพบเห็น ตัวอย่างการตลาดแบบกองโจร เช่น Flash Mobs: การจัดการแสดงหรือการรวมตัวในพื้นที่สาธารณะที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนและกระจายการรับรู้ถึงแบรนด์ สตรีทอาร์ตการสร้างจิตรกรรมฝาผนังหรืองานศิลปะที่นำมาจัดวางในที่สะดุดตาและกระตุ้นการรับรู้ถึงแบรนด์ โดยมักจะมีข้อความที่สอดคล้องกับคุณค่าของแบรนด์อยู่

2. จัด Event ของแบรนด์

แม้ว่าจะเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่เราสามารถพบเห็นได้บ่อย ๆ แต่ การจัดอีเวนต์ของแบรนด์นั้นช่วยกระตุ้น Brand awareness ได้อย่างดีเพราะแบรนด์สามารถนำเสนอสินค้าให้กับกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้ชุมชนหรือผู้คนในท้องที่นั้น ๆ ได้ร่วมกิจกรรมกับแบรนด์แบบตัวต่อตัว สร้างประสบการณ์เชิงบวกให้กับพวกเขาได้ ทำให้กลุ่มคนเหล่านั้นกลายมาเป็นลูกค้าของแบรนด์ได้ เคล็ดลับง่ายๆ ในการจัดงานอีเวนต์ให้ผู้คนพูดถึง: ทำ Promotion ของสินค้าพิเศษเฉพาะในงาน มีกิจกรรมให้ร่วมสนุกเช่น การตั้ง Photo booth การเล่นเกมต่าง ๆ มีของรางวัล ขนมหรืออาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ฟรี สร้างบรรยากาศที่ดี เช่นการมีดนตรีสด หรือเปิดเพลงคลอ ผสมผสานการตลาดออฟไลน์และออนไลน์เพื่อเป็นการโปรโมทอีเวนต์ให้มีประสิทธิภาพ คอยวัดผลว่ากิจกรรมในอีเวนต์ไหนได้ผล เพื่อต่อยอดในการจัดอีเวนต์ครั้งถัดไป

3. การทำ Workshop

การทำ Workshop ถือเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าได้อย่างดีอีกหนึ่งวิธี แถมยังเป็นกิจกรรมที่ใช้เวลาไม่นาน ทางฝั่งลูกเองก็ได้ประโยชน์จากการเรียนรู้ในการทำ Workshop และแบรนด์เองก็เป็นที่รู้จักมากขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ แบรนด์สามารถจัดทำ Workshop ที่มีความเกี่ยวข้องกับสินค้าของแบรนด์เพื่อเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับตัวแบรนด์ได้ นอกจากนี้ สามารถหาผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนั้นๆ มาให้ข้อมูลเพื่อเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น หากคุณทำแบรนด์เครื่องหอม ก็สามารถจัดทำ Workshop การทำเทียนหอมหรือเครื่องหอม โดยมีครูผู้สอนที่มีประสบการณ์มาสอนและแชร์ทริคต่าง ๆ ได้

4. จัดทำแผ่นพับและใบปลิว

การส่งข้อความของแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมาย คือ การแจกสื่อสิ่งพิมพ์อย่างใบปลิวหรือแผ่นพับ การพิมพ์ใบปลิวอาจดูเหมือนเป็นกลยุทธ์เก่า แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า มันไม่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ประกอบการกำลังออกสินค้าใหม่ หรือจัดกิจกรรมเกี่ยวกับสินค้าและบริการนั้นๆ อยู่ ก็สามารถใช้แผ่นพับและใบปลิวนี้เพื่อเป็นการให้ข้อมูลแก่ลูกค้า เคล็ดลับในการทำใบปลิวและแผ่นพับให้ดึงดูด: พิมพ์อินโฟกราฟิกที่ให้ข้อมูลที่สำคัญและเข้าใจง่าย เพิ่มคูปองส่วนลดที่ด้านล่างของใบปลิว ใส่ข้อมูลติดต่อของสินค้าและบริการนั้นๆ ให้ชัดเจน

5. ส่ง Gift Card และของขวัญ ตามเทศกาลหรือโอกาสพิเศษ

การส่งการ์ดและของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับลูกค้า ในโอกาสพิเศษหรือเทศกาล เป็นการแสดงตัวตนของแบรนด์ให้เป็นที่จดจำ แถมยังเป็นการร่วมเฉลิมฉลองกับลูกค้าและสร้างประสบการณ์เชิงบวกได้ดี เพราะลูกค้าจะรู้สึกถึงความใส่ใจของแบรนด์ที่มีให้แก่พวกเขานั่นเอง  เคล็ดลับที่ทำให้เทศกาลพิเศษน่าจดจำสำหรับลูกค้า:

 เลือกใช้ข้อความที่พิเศษเฉพาะบุคคล เช่น การระบุชื่อของลูกค้าในการ์ด  มอบส่วนลดพิเศษให้กับลูกค้าเดิม ในวันเกิดของลูกค้า  ส่งการ์ดสุขสันต์วันครบรอบพร้อมส่วนลดพิเศษให้กับลูกค้าในวัน  ครบรอบของแบรนด์ มอบคูปองสำหรับช่วงเทศกาลเพื่อเป็นการกระตุ้นยอดซื้อ

 

กลยุทธ์การทำการตลาดแบบออนไลน์

ในการทำ Social Media Marketing สามารถทำได้หลายช่องทาง เช่น Facebook เป็น Social Media ที่มีผู้ใช้กว่า 3 พันล้านคนทั่วโลก ทำให้เป็นแพลตฟอร์มที่เหมาะกับการทำ Social Media Marketing เพราะสามารถเข้าถึงผู้คนได้จำนวนมาก มีเครื่องมือวัดผล และเครื่องมือที่ช่วยในการยิงโฆษณา  การทำคอนเทนต์บน Facebook สามารถทำได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นข่าวสาร ความรู้ การนำเสนอเทคนิคการทำธุรกิจร้านอาหาร หรือการแชร์เรื่องราวดี ๆ  สิ่งสำคัญที่คนทำคอนเทนต์พึงระวัง คือ การนำเสนอต้องเป็นข้อมูลที่ชัดเจน อ้างอิงได้ ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ วันพฤหัสบดี, วันศุกร์ และวันเสาร์ เวลา 13.00-16.00 น. ข้อควรระวังคือ ผู้ประกอบการไม่ควรสื่อสารหลายประเด็นเกินไป ย่อยข้อมูลให้อ่านง่าย แต่ยังเก็บสาระได้ครบ

Instagram หรือ IG เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานค่อนข้างมาก แต่จะเน้นไปที่กลุ่มนักเรียน วัยรุ่น และวัยทำงานมากกว่า โดยจะเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้แบรนด์บ่งบอกความเป็นตัวเองออกมาได้อย่างชัดเจน ผ่านการโพสต์รูปภาพ และวิดีโอการสื่อสารด้วยภาพ และแคปชันเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น พร้อมแฮชแท็กที่สามารถค้นหาและติดตามกันได้ ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ วันพุธ และวันอาทิตย์ เวลา 19.00-21.00 น.               ข้อควรระวังคือ  อย่าทำคอนเทนต์แบบ Perfect จนเกินไป เน้นความ Real และเข้าถึงง่าย

หรือเดิมคือ Twitter เป็นแพลตฟอร์มที่มีความโดดเด่นเรื่องการใช้แฮชแท็ก (#) ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงเนื้อหา และแลกเปลี่ยนข้อมูลภายในแฮชแท็กนั้นได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ X ยังเป็นแพลตฟอร์มที่เหมาะกับการสร้าง Real-Time Content อีกด้วย เด็กรุ่นใหม่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย จุดเด่นที่สำคัญของ คือ สั้นกระชับได้ใจความ ตรงประเด็น ช่วงเวลาที่เหมาะสม คือ วันจันทร์-วันศุกร์ ช่วงเวลาเร่งด่วน หรือพักเที่ยง ข้อควรระวังคือ คิดอย่างรอบคอบก่อนทำคอนเทนต์ แสดงความเป็นจริง (ใจ) และถูกเวลา    

LINE OA หรือ LINE Official Account เป็นช่องทางที่ช่วยยืนยันความน่าเชื่อถือให้กับร้านค้า นอกจากนี้ยังเป็นช่องทางทำการตลาดที่มีประสิทธิภาพ เพราะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจในสินค้าหรือบริการของแบรนด์ได้อย่างตรงจุด  ถือเป็นแพลตฟอร์มที่คัดกลุ่มเป้าหมายมาเรียบร้อยแล้ว จากการที่ลูกค้ากดเพิ่มเพื่อนเข้ามา ดังนั้นจึงควรนำเสนอคอนเทนต์ที่สื่อสารถึงสินค้าโดยตรง อาจมีข่าวสารหรือข้อมูลแทรกได้เล็กน้อย ตัวอย่างเช่น ธุรกิจร้านอาหารบน LINE OA อาจส่งสารถึงลูกค้าด้วยโปรโมชันจากทางร้าน หรือค่าส่งฟรีสำหรับลูกค้าที่เพิ่มร้านเป็นเพื่อนแล้ว เป็นต้น  ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ วันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 10.00-12.00 น. ข้อควรระวังคือ การใช้เครื่องมือการสื่อสารกับลูกค้า เพราะ LINE OA เมื่อส่งสารไปแล้วแก้ไขไม่ได้

TikTok แพลตฟอร์มที่กำลังมาแรงที่สุดในยุคนี้ โดยจะเน้นการทำวิดีโอสั้นที่มีความคิดสร้างสรรค์ โดดเด่น และสื่อสารข้อความออกมาได้อย่างชัดเจน ยิ่งถ้าแบรนด์สามารถผลิตคอนเทนต์ที่โดนใจคน หรือกระแสในตอนนั้นก็จะยิ่งได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น แต่หลายๆ คน มักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าการทำคอนเทนต์ TikTok ค่อนข้างยาก เพราะต้องกระชับฉับไวกว่าแพลตฟอร์มอื่นค่อนข้างมาก บางครั้งการสื่อสารของคอนเทนต์ยังไม่ครบ แต่ต้องตัดจบให้ไวเพื่อให้ดูน่าสนใจและเข้ามาดู จึงทำให้เก็บความที่ต้องการจะสื่อได้ไม่ครบ แต่ข้อดีคือ สามารถทำ Challenge กับสินค้าได้จนทำให้เกิดเป็นคอนเทนต์ที่เป็นกระแสไวรัล (Viral Content) จากการจัดแคมเปญบน TikTok นั่นเอง

ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ ทุกวันโดยเฉพาะหลัง 20.00 น.แต่ไม่เกิน 22.00น. ข้อควรระวังคือ  เลือก influencer ที่ตรงกับสินค้า เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงจุด

YouTube แพลตฟอร์มคอนเทนต์วิดีโอที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน ซึ่งสามารถทำการตลาดได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการลงคลิปเกี่ยวกับแบรนด์ การจ้างอินฟลูเอนเซอร์ให้มาทำคลิปให้ หรือการทำโฆษณาบน YouTube โดยตรง  จุดเด่นที่การทำคอนเทนต์บน Youtube ขาดไม่ได้คือความบันเทิงขณะดู โดยเฉพาะการทำธุรกิจร้านอาหาร การทำวิดีโอคอนเทนต์ถือเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะวิดีโอสามารถสื่อความน่าทานของอาหารได้ และสามารถนำไปใช้ร่วมกับแพลตฟอร์มอื่น ๆ อย่าง Facebook, X, Instagram, LINE OA ได้ ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ วันพฤหัสบดี และวันศุกร์ เวลา 12.00-16.00 น. ข้อควรระวังคือ ตั้งวัตถุประสงค์การสื่อสารคอนเทนต์ สอดคล้องกับระยะเวลาวิดีโอ

จากข้อมูลข้างต้น จะสังเกตว่าการตลาดออฟไลน์ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพในยุคดิจิทัลนี้อยู่ และหากธุรกิจทำการผสมผสานการตลาดออนไลน์เข้าด้วยกัน จะทำให้สามารถเพิ่มการเข้าถึงและสร้างการมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพมากขึ้น