วีดีโอ 3.3 ภาษีและกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ (ตอนที่ 1)

น่วยที่ 3 การบริหารจัดการด้านการเงิน ความเสี่ยง และกฎหมายธุรกิจ

3.3 ภาษีและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ

ตอนที่ 1 ภาษี

      ภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจมีอยู่ 3 กลุ่ม ประกอบด้วย

1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล  หากมีการจดทะเบียนเป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด รายได้จากธุรกิจจะต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษี   ภาษีนี้คิดจากกำไรสุทธิไม่ใช่รายได้ทั้งหมด

2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หากธุรกิจใดมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีตามเกณฑ์ ก็ต้องจดทะเบียน VAT ซึ่ง VAT ก็คือภาษี 7%  ตัวอย่างเช่น หากเราขายสินค้า 100 บาท ต้องบวก VAT อีก 7 บาท รวมเป็น 107 บาท จากนั้นเราก็นำ VAT ที่เก็บจากลูกค้าไปยื่นและชำระต่อกรมสรรพากร

3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย  หากมีการจ่ายเงินให้ผู้อื่น เช่น จ้างฟรีแลนซ์ทำเว็บไซต์ หรือจ่ายค่าโฆษณา ผู้ประกอบการจะต้องหักภาษีไว้ แล้วนำส่งให้กรมสรรพากร เช่น หัก 3% จากค่าจ้าง แล้วออกหนังสือรับรองให้นำไปใช้ลดหย่อนภาษีเมื่อมีการยื่นแบบชำระภาษี  การเข้าใจภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ จะช่วยให้สามารถวางแผนได้ดี ไม่โดนค่าปรับ และยังสามารถใช้สิทธิลดหย่อน หรือวางแผนประหยัดภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ภาษีอากร คือ เงินที่รัฐเรียกเก็บจากประชาชนและผู้ประกอบการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นรายได้ของแผ่นดิน ซึ่งเงินตรงนี้รัฐบาลจะนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศ เช่น สร้างถนน โรงพยาบาล โรงเรียน ดูแลสาธารณูปโภคต่าง ๆ รวมถึงจ่ายเงินเดือนข้าราชการด้วย พูดง่ายๆ ก็คือ ภาษี เป็น เงินที่ประชาชนช่วยกันสมทบ เพื่อให้รัฐเอาไปดูแลประเทศ ซึ่งการเสียภาษีถือว่าเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย โดยกฎหมายกำหนดว่า หากเรามีรายได้ หรือทำกิจกรรมบางอย่าง เช่น ขายของ มีธุรกิจ มีทรัพย์สิน หรือแม้กระทั่งนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ จะต้องเสียภาษีตามประเภทที่เกี่ยวข้อง

ในระบบภาษีของประเทศไทย ภาษีอากรถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ  คือ ภาษีทางตรง และภาษีทางอ้อมสำหรับภาษีทางตรง ผู้เสียภาษีและผู้รับภาระภาษีเป็นบุคคลเดียวกัน เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ผู้เสียภาษีและผู้รับภาระภาษีเป็นคนละบุคคลกัน เช่นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีสรรพสามิต อากรนำเข้าและส่งออก ส่วนภาษีทางอ้อม เป็นภาษีที่เก็บจากการใช้จ่ายหรือการซื้อขายสินค้า เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม  ภาษีสรรพสามิต และภาษีศุลกากร ดังนั้น ไม่ว่าจะประกอบอาชีพเป็นพนักงานบริษัท คนขายของออนไลน์ หรือเจ้าของกิจการใหญ่โต ยังไงต้องเกี่ยวข้องกับภาษีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รายรับของรัฐบาลสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้ 

1. รายได้จากภาษีอากร (Tax Revenue)เป็นรายได้หลักของรัฐบาล โดยรัฐจัดเก็บจากประชาชนและธุรกิจตามกฎหมาย ตัวอย่างเช่น:ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีศุลกากร  ซึ่งเป็นแหล่งเงินก้อนใหญ่ที่รัฐบาลนำไปบริหารประเทศ 

2. รายได้จากทรัพย์สินของรัฐ เช่น รายได้จากรัฐวิสาหกิจ การให้เช่าที่ดินของรัฐ รายได้จากการลงทุน หรือการเก็บค่าเช่า/ค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่น การให้สัมปทานเหมืองแร่ ไฟฟ้า โทรคมนาคม และรายได้อื่นๆ เช่น ค่าปรับ ค่าธรรมเนียม ค่าบริการต่างๆ ที่ประชาชนจ่ายเมื่อติดต่อหน่วยงานรัฐ เช่น ค่าธรรมเนียมทำบัตรประชาชน ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนต่างๆ รวมถึงเงินช่วยเหลือหรือเงินกู้จากต่างประเทศในบางกรณี

ลักษณะของภาษีอากรที่ดีนั้น จะเป็นระบบที่ภาครัฐใช้หลักความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี ได้แก่ หลักความเป็นธรรมสัมบูรณ์และสัมพัทธ์ ซึ่งหลักความเป็นธรรมสัมบูรณ์ เป็นระบบภาษีอากรที่ผู้เสียภาษีอากรทุกคนจะต้องเสียภาษีอากรคนละเท่าๆ กัน ซึ่งก็หมายถึงว่าภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาลนั้นควรกระจายไปยังผู้เสียภาษี            ทุกคนในจำนวนที่เท่ากัน  ส่วนหลักความเป็นธรรมสัมพัทธ์ ถือหลักว่าภาษีอากรที่เป็นธรรมผู้เสียภาษีจะเสียภาษีแก่รัฐตามผลประโยชน์ที่จะได้จากรัฐหรือตามกำลังความสามารถในการเสียภาษี