วีดี่โอ 3.2 การบริหารจัดการเงินส่วนบุคคลและธุรกิจ

หน่วยที่ 3 การบริหารจัดการด้านการเงิน ความเสี่ยง และกฎหมายธุรกิจ

3.2 การบริหารจัดการเงินส่วนบุคคลและธุรกิจ

    ผู้ประกอบการจำนวนมากทุ่มเทเวลาให้กับธุรกิจ แต่กลับละเลยการดูแลการเงินส่วนตัว ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นคงในระยะยาว ดังนั้นการบริหารการเงินส่วนบุคคลที่ดี จะช่วยให้รับมือกับความไม่แน่นอนทางธุรกิจได้ พร้อมทั้งสร้างเสถียรภาพทางการเงินให้กับชีวิตส่วนตัว

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยในหมู่ผู้ประกอบการรายย่อยหรือเจ้าของกิจการขนาดเล็ก ก็คือการใช้บัญชีธนาคารเพียงบัญชีเดียวในการจัดการทั้งรายรับรายจ่ายส่วนตัวและของธุรกิจ ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ แม้จะมีความสะดวกในระยะสั้น แต่กลับซ่อนความเสี่ยงไว้มากมาย ทั้งในด้านการวางแผนทางการเงิน การบริหารต้นทุน รวมถึงปัญหาทางบัญชีและภาษีในอนาคต

การแยกบัญชีส่วนบุคคลออกจากบัญชีธุรกิจ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการบริหารจัดการการเงินอย่างเป็นระบบ เพราะช่วยให้มองเห็นภาพรวมของรายรับและรายจ่ายได้อย่างชัดเจน เพราะแยกค่าใช้จ่ายส่วนตัวออกจากต้นทุนธุรกิจได้อย่างแม่นยำ ทำให้การจัดทำบัญชีเป็นไปอย่างถูกต้อง ตรงตามหลักการ และยังลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดทางกฎหมายอีกด้วย  แนวทางง่าย ๆ ที่สามารถเริ่มได้ทันที คือการเปิดบัญชีใหม่สำหรับใช้เฉพาะธุรกิจ และกำหนดให้รายได้จากกิจการทั้งหมดเข้าสู่บัญชีนี้เท่านั้น จากนั้นค่อยโอนเงินที่เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวในรูปแบบเงินเดือน หรือเงินใช้จ่ายรายเดือนไปยังบัญชีส่วนตัวอีกที วิธีนี้จะช่วยสร้างวินัยทางการเงิน และยังเป็นพื้นฐานที่ดีในการวางแผนการเงินระยะยาว

ในการบริหารการเงินส่วนบุคคล สามารถใช้หลักการ  50/30/20 ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งรายได้ออกเป็นสามส่วนหลัก ๆ ได้แก่ 50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าที่อยู่อาศัย ค่าบริการสาธารณูปโภค 30% สำหรับความต้องการ เช่น ค่าใช้จ่ายเพื่อความบันเทิง หรือการท่องเที่ยว  20% สำหรับการออมและลงทุน เช่น การออมเพื่อการเกษียณหรือการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ

ในส่วนของธุรกิจ การวางแผนงบประมาณก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยควรแยกหมวดค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน เช่น ค่าใช้จ่ายในการผลิต ค่าการตลาด ค่าใช้จ่ายพนักงาน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ การทำ เช่นนี้จะช่วยให้มองเห็นภาพรวมของธุรกิจได้อย่างชัดเจน และสามารถควบคุมต้นทุนได้ดียิ่งขึ้น  การมีงบประมาณที่ดีทำให้สามารถบริหารจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความมั่นคงทางการเงินได้ในระยะยาว

การออมเงินเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดในการบริหารจัดการการเงิน แม้ในขณะที่ผู้ประกอบการกำลังต้องหมุนเวียนเงินในธุรกิจหรือในชีวิตประจำวัน การออมจะช่วยให้มีความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว และเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น การลดลงของรายได้ในธุรกิจ หรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในชีวิตส่วนตัว

วิธีที่แนะนำคือการมีเงินสำรองไว้สำหรับค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 3 ถึง 6 เดือน ทั้งในชีวิตส่วนตัวและในธุรกิจ เพื่อให้มีความมั่นใจในการเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด การมีเงินสำรองจะทำให้สามารถดำเนินชีวิตและธุรกิจต่อไปได้อย่างไม่สะดุด สำหรับเทคนิคในการออม โดยสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ด้วยการแยกบัญชีสำหรับเงินออม โดยไม่ให้เงินออมไปปนกับเงินที่ใช้จ่ายประจำวัน หรืออีกวิธีหนึ่งคือการหักเงินออมอัตโนมัติจากบัญชีเงินเดือนหรือบัญชีธุรกิจในทุก ๆ เดือน เพื่อให้มีเงินออมอย่างสม่ำเสมอและไม่สะดุดระหว่างทางการออมเงินไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการสะสมทรัพย์สิน แต่เป็นการสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตและธุรกิจในระยะยาว

การลงทุนเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เงินงอกเงยและเติบโตมากกว่าการฝากเงินในธนาคาร ซึ่งอาจได้ผลตอบแทนที่ต่ำ หากไม่ลงมือทำการลงทุนอย่างมีกลยุทธ์ ตัวอย่างการลงทุนที่สามารถพิจารณาได้ ได้แก่ กองทุนรวมที่มีความหลากหลายและมีการบริหารความเสี่ยงที่ดี, การลงทุนในหุ้นที่มีศักยภาพในการเติบโต, หรือแม้แต่การลงทุนในอุปกรณ์ธุรกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน  แต่ก่อนที่จะเริ่มการลงทุนใด ๆ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือการศึกษาความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนแต่ละประเภท เพื่อให้ทราบถึงผลตอบแทนที่คาดหวัง และสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดได้ นอกจากนี้ ควรตั้งเป้าหมายทางการเงินให้ชัดเจน เช่น การลงทุนเพื่อการเกษียณหรือการขยายธุรกิจ เพื่อให้การลงทุนมีทิศทางและบรรลุผลสำเร็จตามที่คาดหวังไว้

หนี้สินไม่ใช่สิ่งที่ผิดหรือไม่ดีเสมอไป แต่การมีหนี้สินจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการอย่างรอบคอบและมีระบบ เพื่อไม่ให้เป็นภาระทางการเงินที่ยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตส่วนตัวและกิจการ สิ่งแรกที่ผู้ประกอบการควรทำคือการแยกหนี้ส่วนบุคคลออกจากหนี้ธุรกิจให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถติดตามและจัดการหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหนี้ธุรกิจนั้นจะต้องได้รับการบริหารแยกต่างหากจากหนี้ส่วนบุคคล การจัดลำดับการชำระหนี้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ดังนั้นควรให้ความสำคัญกับการชำระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงก่อน เช่น หนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง เพื่อไม่ให้หนี้เหล่านี้เพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว และควรชำระหนี้ที่ดอกเบี้ยต่ำหรือล่าสุดทีหลัง

ประการสำคัญอย่างสุดท้ายคือ ควรมีวินัยในการกู้ยืม โดยไม่ควรกู้หนี้เกินกว่าความสามารถในการชำระคืน  ควรมีการวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ เพื่อให้สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดและไม่เป็นภาระในระยะยาวการบริหารหนี้อย่างมีระบบจะช่วยให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง และลดความเสี่ยงทางการเงินในอนาคต

การวางแผนภาษีเป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับการจัดการการเงินทั้งในส่วนของบุคคลและธุรกิจ                  การวางแผนภาษีอย่างมีประสิทธิภาพไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระการเสียภาษี แต่ยังเป็นการบริหารจัดการทรัพยากร

ทางการเงินที่ถูกต้องตามกฎหมายด้วย ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้เสียเงินในส่วนที่ไม่จำเป็น โดยการใช้สิทธิประโยชน์ที่รัฐมีให้สำหรับ ธุรกิจ นั้นสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้หลากหลาย เช่น การหักค่าใช้จ่ายจากการลงทุนในเครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน หรือการนำค่าฝึกอบรมพนักงานมาหักลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทางภาษีในธุรกิจของได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนของ บุคคลทั่วไป ก็สามารถใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษี เช่น การทำประกันชีวิต หรือการลงทุนในกองทุน RMF (กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ) และ SSF (กองทุนรวมเพื่อการออม) ซึ่งจะช่วยประหยัดภาษีได้ และในขณะเดียวกันยังเป็นการออมเงินเพื่ออนาคตอีกด้วย

การวางแผนภาษีจึงไม่ใช่เพียงแค่การลดภาระ แต่ยังเป็นการวางรากฐานทางการเงินที่มั่นคง ซึ่งจะช่วยให้สามารถจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามกฎหมาย

การตั้งเป้าหมายทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้สามารถบริหารจัดการการเงินได้อย่างมีทิศทางและมีเป้าหมายที่ชัดเจน เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจน จะสามารถวางแผนการใช้จ่ายและการออมได้อย่างเหมาะสม ซึ่งทำให้มีความมั่นคงทางการเงินและสามารถบรรลุเป้าหมายในชีวิตได้ง่ายขึ้น การตั้งเป้าหมายสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 

เป้าหมายระยะสั้น เช่น การเก็บเงินสำหรับค่าใช้จ่ายประจำเดือนหรือซื้อสินค้าตามความจำเป็น

เป้าหมายระยะกลาง เช่น การขยายกิจการ เพิ่มกำลังการผลิต หรือการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ในธุรกิจ และ

เป้าหมายระยะยาว เช่น การเก็บเงินสำหรับการเกษียณ หรือการวางแผนเพื่อส่งต่อธุรกิจในอนาคต

ตัวอย่างเช่น หากเป็นผู้ประกอบการที่ต้องการขยายกิจการในอนาคต การตั้งเป้าหมายระยะสั้นอาจเป็นการจัดการกระแสเงินสดให้มีเสถียรภาพ ส่วนเป้าหมายระยะยาวอาจคือการตั้งกองทุนเกษียณเพื่อความมั่นคงในอนาคต

การตั้งเป้าหมายทั้งในชีวิตส่วนตัวและธุรกิจช่วยให้ผู้ประกอบการมีแนวทางในการใช้เงินอย่างมีระเบียบ ทำให้สามารถวางแผนการใช้จ่ายอย่างเหมาะสมและสามารถสร้างอนาคตที่มั่นคงได้